แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับประสิทธิผลของสถานศึกษา

ความหมายของประสิทธิผล

ประสิทธิผล  (Effectiveness)  เป็นเครื่องมือหรือตัวบ่งชี้ในการตัดสินว่าการบริหารของหน่วยงานหรือองค์ใดองค์การหนึ่งสามารถดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่วางไว้มากน้อยเพียงใด  เป็นเรื่องเกี่ยวกับผลที่ได้รับและผลสำเร็จของงานมีความเกี่ยวพันกับผลงานที่องค์การพึงประสงค์

นักวิชาการได้ให้ความหมายของประสิทธิผลองค์การไว้ตามสาขาต่าง ๆ  ดังนี้

นักเศรษฐศาสตร์  ประสิทธิผลองค์การเป็นเรื่องของผลกำไรหรือผลประโยชน์จากการลงทุน  นักวิทยาศาสตร์  ประสิทธิผลองค์การเป็นเรื่องในแง่ของผลผลิตใหม่  สำหรับผู้จัดการฝ่ายผลิต  ประสิทธิผลหมายถึง  ประสิทธิภาพหรือปริมาณของผลผลิตที่เป็นสินค้าและบริการ  (ภรณี  กีร์ติบุตร,  2529  หน้า  2)  ซึ่งความหมายเหล่านี้จะเป็นความหมายที่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายขององค์การ  หรือหมายถึงความสำเร็จของผลการปฏิบัติงานที่เป็นไปหรือบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์การ  (รุ่ง  แก้วแดง  และชัยณรงค์  สุวรรณสาร,  2536,  หน้า  164-218)  มีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและพัฒนาเพื่อความอยู่รอดขององค์การท่ามกลางสภาพ แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

จะเห็นได้ว่าความหมายหรือการให้นิยามของนักวิชาการเป็นการมองประสิทธิผลขององค์กร  และประสิทธิผลของโรงเรียนเป็นความสำเร็จของโรงเรียนที่สามารถทำหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้  ทั้งนี้เกิดจากประสิทธิภาพของผู้บริหารโรงเรียนที่สามารถใช้ความสามารถและประสบการณ์  การบริหารงานเพื่อโน้มน้าวให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานให้เกิดผลตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้  รวมไปถึงการที่โรงเรียนสามารถผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง  และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก  รวมทั้งสามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียน  ซึ่งจะทำให้เกิดความพึงพอใจในการทำงานโดยเป็นการมองประสิทธิผลของโรงเรียนทั้งระบบ  ซึ่งสอดคล้องกับ  Mott  (1972,  p.373  cited  in  Hoy  &  Miskel,  2001,  pp.305-306)  ได้เสนอองค์ประกอบที่จะประเมินประสิทธิผลของโรงเรียน  4  ประการ  คือ  ความสามารถในการผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง  ความสามารถในการพัฒนาทัศนคติทางบวก  ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม  ความสามารถในการแก้ปัญหาในโรงเรียน

จึงกล่าวได้ว่าประสิทธิผลโรงเรียน  คือ  ความสามารถของโรงเรียนในการผลิตนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้  สามารถพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติในทางบวก  ตลอดจนสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม  และมีความสามารถในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของประสิทธิผลขององค์การและโรงเรียน

ประสิทธิผลมีความสำคัญอย่างยิ่ง  ในศาสตร์ทางการบริหารและองค์การ  นับว่าเป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าการบริหารองค์การประสบความสำเร็จหรือไม่เพียงใด องค์การจะอยู่รอดและมีความมั่นคงจะขึ้นอยู่กับประสิทธิผลองค์การ  ถ้าองค์การสามารถบรรลุวัตถุประสงค์จะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ถ้าไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์จะล่มสลายไปในที่สุด  ดังนั้นจึงมีความสำคัญต่อองค์การ  ดังนี้

  1. ช่วยตรวจสอบวัตถุประสงค์การจัดตั้งองค์การ  การจัดตั้งองค์การย่อมกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน  เพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามความต้องการหรือไม่
  2. ประเมินผลการดำเนินงานกับแผนงานที่กำหนด  การดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมย่อมต้องมีการวางแผน  กำหนดหน้าที่  ความรับผิดชอบ  การจัดสรรทรัพยากร  การใช้อำนาจหน้าที่การบริหารการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน
  3. ประเมินผลสำเร็จกับวัตถุประสงค์  เปรียบเทียบผลงานที่ดำเนินการได้ตามแผนงานกับวัตถุประสงค์ขององค์การที่คาดหวัง  ถ้าผลของงานบรรลุผลตามวัตถุประสงค์และความคาดหวังขององค์การ  แสดงว่าองค์การมีประสิทธิผล  โดยประสิทธิผลอาจพิจารณาเป็น  2  ระดับ  คือ
    1)  ประสิทธิผลของบุคคล  2)  ประสิทธิผลขององค์การ

ประสิทธิผลของบุคคล  คือ  ลักษณะของบุคคลที่มีความสามารถปฏิบัติงานใด ๆ  หรือปฏิบัติกิจกรรมใด ๆ  แล้วประสบผลสำเร็จ  ทำให้บังเกิดผลโดยตรงและครบถ้วนตามวัตถุประสงค์  ผลที่เกิดขึ้นมีลักษณะคุณภาพ  เช่น  ความถูกต้อง  ความมีคุณค่า  เหมาะสมดีกับงาน  ตรงความคาดหวังและความต้องการของหมู่คณะ  สังคมและผู้จะนำผลนั้นไปใช้เป็นผลที่ได้จากการปฏิบัติ งานอย่างมีประสิทธิภาพ

ประสิทธิผลขององค์การ  มีความสำคัญต่อองค์การหรือหน่วยงานมาก  เพราะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์การ  ในการที่จะตัดสินใจว่าองค์การจะอยู่รอดต่อไปหรือไม่  คือ  การเน้นไปที่ผลรวมขององค์การ  Hoy  &  Miskel  (2001,  pp.305-306  ­­­อ้างถึงในภารดี  อนันต์นาวี,  2555,  หน้า  212-215)  จึงเสนอรูปแบบบูรณาการโดยเพิ่มลักษณะการประเมินประสิทธิผลองค์การเป็น  3  ประการ  คือ  พหุเกณฑ์  (Multiple  Criteria)  มิติเวลา  (Time  dimension)  และกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้อง  ดังนี้

  1. พหุเกณฑ์ของ  Hoy  &  Miskel  ได้นำข้อสรุปที่เป็นข้อตกลงที่ยอมรับกันมาใช้  คือ
    การประเมินประสิทธิผลองค์การได้อย่างครอบคลุม  และในการบูรณาการนี้  ตัวบ่งชี้ประสิทธิผลจะต้องนำมาจากแต่ละขั้นตอนของระบบเปิด  ได้แก่  ปัจจัยนำเข้า  การเปลี่ยนแปลงปัจจัยนำเข้า  โดยจะต้องเลือกตัวบ่งชี้ที่มีความสำคัญเหมาะสมและเป็นตัวแทน  ซึ่งรูปแบบที่เหมาะสมในการที่จะสามารถเลือกเกณฑ์ได้คือรูปแบบทฤษฎีของพาร์สัน  (Parson)  ที่ถือว่าองค์การเป็นระบบสังคมความอยู่รอดของระบบสังคมจะขึ้นอยู่กับหน้าที่ที่สำคัญ  4  ประการหน้าที่เหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ทำให้ได้มาซึ่งทรัพยากรและสามารถพิจารณาถึงเป้าหมายขององค์การได้  ทุกระบบสังคมต้องสามารถแก้ปัญหาพื้นฐาน  4  ประการให้ได้เรียกโดยย่อว่า  “AGIL”  ได้แก่

    • 1.1  การปรับตัว  (Adaptation-A)  เป็นหน้าที่ของระบบที่จะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมให้ได้  เช่น  โรงเรียนอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของสิ่งแวดล้อม  และกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องโดยพยายามเปลี่ยนรูปให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ภายนอก
    • 1.2  การบรรลุเป้าหมาย  (Goal  Attainment-G)  เป็นการมุ่งให้บรรลุเป้าหมายของระบบ  ได้แก่  กระบวนการขององค์การ  การประสานงาน  และความสัมพันธ์ทางสังคมให้มีลักษณะเป็นหน่วยเดียวกัน  (Single  Unity)
    • 1.3  การบูรณาการ  (Integration-I)  เป็นการสร้างความมั่นคงของสังคมภายในระบบ ได้แก่  กระบวนการขององค์การการประสานงาน  และความสัมพันธ์ทางสังคมให้มีลักษณะเป็นหน่วยงานเดียวกัน  (Single  Unity)
    • 1.4  การรักษาสิ่งซ่อนเร้นภายใน  (Latency-L)  เป็นการรักษาความมั่นคงของคุณค่าของระบบ  ได้แก่  รูปแบบวัฒนธรรมและระบบการจูงใจ

ดังนั้น  การประเมินประสิทธิผลองค์การจึงต้องใช้ทั้ง  4  ประการนี้เป็นมิติการประเมิน

  1. มิติเวลา  การประเมินประสิทธิผลองค์การ  สิ่งที่เป็นเกณฑ์ประเมินจะเกี่ยวข้องกับเวลา  โดยแบ่งออกเป็น  3  ระยะ  คือ  ระยะสั้น  (Short-Term)  ระยะกลาง  และระยะยาว  เช่น     การประเมินประสิทธิผลองค์การสำหรับสถานศึกษา  เกณฑ์ในระยะเวลาสั้น  จะประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ขวัญกำลังใจ  ความพึงพอใจในการทำงาน  และความจงรักภักดี  เกณฑ์ระยะกลางจะประเมินความสามารถในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม  และการพัฒนาของสถานศึกษารวมทั้งการพัฒนาแผนการสอน  ความก้าวหน้าทางอาชีพของครู-อาจารย์และความสำเร็จของนักเรียนที่จบการศึกษาไปแล้ว  และเกณฑ์ในระยะยาว คือความสามารถในการอยู่รอดของสถานศึกษา  อย่างไรก็ตามเกณฑ์ประสิทธิผลองค์การอาจมีการเปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจของกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย  อาจเป็นข้อจำกัดใหม่  หรือมีความคาดหวังต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา เกณฑ์ประสิทธิผลเฉพาะต่าง ๆ  อาจเปลี่ยนไปตามลักษณะวงจรชีวิตขององค์การที่เปลี่ยนไป  เช่น  ในระยะประกอบการเริ่มแรก  ต้องเน้นที่เกณฑ์ความยืดหยุ่น  การได้มาซึ่งทรัพยากรและเมื่อองค์การมีวุฒิภาวะแล้ว  เกณฑ์พื้นฐานจะได้แก่  การติดต่อสื่อสาร  สถานภาพ  ความสามารถในการผลิตประสิทธิภาพ  และการกำหนดเป้าหมาย
  1. กลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้อง  (Multiple  Constituencies)  ใช้ค่านิยมและความคิดของกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งจะสะท้อนถึงเกณฑ์ประสิทธิผล  เป็นความสนใจของแต่ละบุคคลหรือกลุ่มภายในหรือภายนอกองค์การที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานขององค์การ  เพื่อให้เกณฑ์ประสิทธิผลสอดคล้องกับความพอใจของกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องมโนทัศน์นี้จึงเป็นการประเมินประสิทธิผลองค์การตามแนวทางเชิงสัมพันธ์กับภาพการณ์  (Relativistic  Multiple-Contingency  Approach)

การนำไปประยุกต์ใช้  จากแนวคิดของรูปแบบบูรณาการดังกล่าว  ฮอยและมิสเกล  ได้นำเกณฑ์การประเมินประสิทธิผลองค์การที่แคมป์เบลได้บูรณาการ  2  รูปแบบ  โดยมีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องที่ประเมินได้แก่  เป้าหมาย  พฤติกรรมที่กำหนดทิศทางของเป้าหมายและพฤติกรรมต่าง ๆ  ขององค์การ  อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของกรอบความคิดเชิงระบบทรัพยากรจะมีลักษณะหลากหลายและเป็นพลวัต  กำหนดผลที่ได้รับสูง และมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา  ยิ่งกว่านั้น  การบรรลุเป้าหมายในระยะสั้นสามารถใช้ทรัพยากรใหม่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายย่อยได้ดังนั้น  เมื่อใช้กรอบความคิดเชิงระบบ  ลักษณะเป้าหมายขององค์การโดยธรรมชาติจะมีลักษณะเป็นวงจร  แคมป์เบล  (Campbell)  ได้รวบรวมแล้วนำมาสรุปเป็นมิติทั่วไปเกณฑ์เฉพาะหรือตัวบ่งชี้ประสิทธิผล  และมโนทัศน์อื่น ๆ  ที่เป็นจุดอ่อนจากรูปแบบเป้าหมายและรูปแบบระบบทรัพยากร  นำมาปรับให้มี  4  มิติ  ตามหน้าที่ของระบบสังคมให้มีลักษณะเป็นเป้าหมายเชิงปฏิบัติ  โดยกำหนดให้มีตัวบ่งชี้ประสิทธิผลเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายทั้ง  4  เป้าหมายและพิจารณากรอบของเวลา  และผู้ที่เกี่ยวข้องในการประเมินแต่ละด้านแต่ละตัวบ่งชี้ประสิทธิผลในการประเมินประสิทธิผลองค์การตามรูปแบบบูรณาการดังกล่าว  สามารถดำเนินการ  ได้  3  ขั้นตอน  ดังนี้

  1. ควรพิจารณากลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีความสำคัญในการนิยามเป้าหมายเชิงปฏิบัติการผู้วิจัยอาจพิจารณากำหนดขึ้นเอง  หรือพิจารณาจากการกำหนดนโยบายหรือตามองค์การอื่นๆ
  2. พิจารณามิติเกี่ยวกับเวลา  ว่ามุ่งเน้นเป้าหมายระยะสั้น  ระยะกลาง  หรือระยะยาว
  3. ควรใช้การประเมินหลายเกณฑ์

สรุปความสำคัญของประสิทธิผลขององค์การได้ว่า  การบริหารองค์การจะประสบความสำเร็จ องค์การจะอยู่รอดและมีความมั่นคง  จะขึ้นอยู่กับประสิทธิผลองค์การ  ถ้าองค์การสามารถบรรลุวัตถุประสงค์จะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้  ถ้าไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์จะล่มสลายไปในที่สุด การที่จะตัดสินใจว่าองค์การจะอยู่รอดหรือไม่  จะมีประสิทธิผลขององค์การเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์การ

ประสิทธิผลองค์การของสถานศึกษา

ประสิทธิผลองค์การของสถานศึกษา  ได้ใช้หลักการแนวคิดของรูปแบบประสิทธิผลองค์การโดยในปัจจุบัน  จะใช้ประสิทธิผลองค์การในรูปของพหุเกณฑ์หรือการบูรณาการ  ที่พัฒนาขึ้นจากดัชนีการรับรู้ประสิทธิผลของโรงเรียน  (The  Index  of  Perceived  Organizational  Effectiveness :  IPOE)  ของ  มิสเกลและคณะ  (ภารดี  อนันต์นาวี,  2555,  หน้า  215)  โดยวัดประสิทธิผลของสถานศึกษา  4  มิติ  ได้แก่

  1. ความสามารถในการผลิตนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง  หมายถึง  การที่ครูใหญ่และครูในสถานศึกษา  สามารถดำเนินงานในสถานศึกษา  ทั้งการบริหารการจัดการเรียน
    การสอนจนสามารถทำให้นักเรียนในสถานศึกษา  ส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี  ซึ่งพิจารณาได้จากเกรดเฉลี่ยโดยรวมของนักเรียน  จำนวนร้อยละของนักเรียนที่สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป  ความสามารถทางด้านวิชาการของนักเรียนและความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู
  2. ความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติทางบวก  หมายถึง  การที่ครูใหญ่และครูในสถานศึกษา  สามารถดำเนินงานในสถานศึกษา  ทั้งการบริหารและการอบรมคุณธรรมของนักเรียนนอกจากการเรียนการสอน  เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้ที่มีคุณธรรม  จริยธรรม  มีระเบียบวินัยที่ดีและทำให้นักเรียนรู้จักพัฒนาตนเองมีเจตคติที่ดีต่อการศึกษาเล่าเรียน  เป็นที่พอใจของผู้ปกครอง
  3. ความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาสถานศึกษา  หมายถึง  ความสามารถของครูใหญ่และครูในสถานศึกษา  ที่ร่วมกันพัฒนาปรับเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินงานทั้งด้านวิชาการ
    การเรียนการสอน  เพื่อให้โรงเรียนมีความก้าวหน้าทันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  โดยพิจารณาจากลักษณะการยอมรับของครูต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ  ทั้งการบริหารและการเรียน
    การสอนความสามารถ  ความรวดเร็วของครูต่อการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินการของตนเองความกระตือรือร้นของครูที่จะปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอน  ตลอดจนพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการปรับปรุงหรือพัฒนาสถานศึกษา
  4. ความสามารถในการแก้ปัญหาภายในสถานศึกษา  หมายถึง  ความสามารถของครูใหญ่และครูในสถานศึกษา  ที่ร่วมมือกันในการแก้ปัญหาต่าง ๆ  ทั้งด้านการเรียนการสอน
    การปกครองนักเรียน  และงานรับผิดชอบอื่น ๆ  เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้บรรลุวัตถุประสงค์ของสถานศึกษา

การประเมินประสิทธิผลของโรงเรียนสามารถในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ยึดแนวคิดของ  Mott  (1972,  p.373  cited  in  Hoy  &  Miskel,  2001,  pp.305-306)  ได้กล่าวถึงประสิทธิผลของโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยความสามารถ  4  ประการ  คือ  1)  ความสามารถในการผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง 2)  ความสามารถในการพัฒนาทัศนคติทางบวก  3)  ความสามารถในการแก้ปัญหาในโรงเรียน  และ  4)  ความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงเรียน

ที่มา:

  • จตุรภัทร ประทุม. (2559). ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต,  สาขาวิชาการบริหารการศึกษา,  คณะศึกษาศาสตร์,  มหาวิทยาลัยบูรพา.
Facebook Comments